สินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้าน

รู้จักสินเชื่อแต่ละประเภท… รู้ไว้ได้ประโยชน์

สินเชื่อบ้านเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ได้ซื้อทรัพย์สิน เช่น บ้าน คอนโด หรือ รถยนต์ เป็นต้น ด้วยเงินสด เราก็จะต้องดําเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เพื่อให้เขาอนุมัติ สินเชื่อให้เรา เพื่อเราจะได้เงินก้อนไปจ่ายค่าซื้อบ้าน คอนโด หรือรถยนต์ จากนั้นเราก็ค่อยๆ ทยอยผ่อนชําระเงินเป็นรายงวด ตามปกติก็จะผ่อนกันเป็นรายเดือนในจํานวนเท่าๆ กันทุกเดือน

สินเชื่อทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อ รถยนต์ สินเชื่อธุรกิจ หรือ สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loans) กับสินเชื่อแบบมีหลักประกัน (Secured Loans) ซึ่งหลักประกันอาจเป็นทรัพย์สินหรือตัว บุคคล (คือ มีผู้ค้ําประกัน) ตัวอย่างของสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน 2 อันหลักๆ
ก็คือ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ตามปกติผู้ออกบัตรเครดิต หรือสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อส่วน
บุคคลจะไม่ได้รับอะไรเป็นหลักประกันจากผู้ขอสินเชื่อดังนั้น การอนุมัติสินเชื่อนั้น ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะ
พิจารณาจากสลิปเงินเดือน อายุการทํางาน ความมั่นคงของงานนั้นๆ และประวัติการชําระเงินย้อนหลัง แปลว่า
ถ้าเรากรอกแบบฟอร์มขอบัตรเครดิต แล้วผู้ออกบัตรอนุมัติเราก็จะได้วงเงินไปใช้จ่ายจํานวนหนึ่ง เช่น 50,000 บาท
ถ้าเรานําบัตรเครดิตไปรูดซื้อมือถือ กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า และอื่นๆ จนเต็มวงเงิน แล้วเราไม่จ่ายเงินเมื่อถูกเรียกเก็บ
ผู้ออกบัตรเครดิตก็ไม่มีอะไรที่จะยึดจากเราไปได้ (แต่เขาจะดําเนินการทางกฎหมายกับเราเพื่อเรียกให้เราชําระเงิน)
ซึ่งต่างจากสินเชื่อบ้าน หรือรถยนต์ ที่กรรมสิทธิ์ในบ้านและโฉนดที่ดินหรือรถยนต์จะเป็นของธนาคารก่อน ต่อเมื่อเรา
ผ่อนชําระจนหมด ธนาคารก็จะโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและ โฉนดที่ดินหรือเล่มสมุดจดทะเบียนรถยนต์มาเป็นชื่อของเรา
สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันมักมีอัตราดอกเบี้ยสูงมากอัตราปัจจุบันอยู่แถวๆ ร้อยละ 20 ต่อปี (หรือใกล้เคียง)
ทีนี้มาดูสินเชื่ออีกประเภท คือ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน กันบ้าง ซึ่งหลักประกันอาจเป็นทรัพย์สินหรือตัวบุคคล คือ ผู้ค้ําประกัน ยกตัวอย่าง สินเชื่อคอนโด (ห้องชุด) ธนาคารผู้ให้สินเชื่อกับเราจะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด
ของเราไว้เป็นหลักประกัน ในกรณีที่เราไม่ผ่อนค่างวดคอนโดหรือผ่อนต่อไป ไม่ได้ ธนาคารก็จะยึดคอนโดของเรา ส่วนกรณีหลักประกันเป็นตัวบุคคล ถ้าเราไม่ผ่อนชําระค่างวด ผู้ค้ําประกันก็จะถูกบังคับให้ต้องผ่อนชําระแทนเรา
สินเชื่อแบบมีหลักประกันมักเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ํากว่าสินเชื่อแบบไม่มี หลักประกัน อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันของสินเชื่อแบบมีหลักประกันก็อยู่แถวๆ ร้อยละ 8 ต่อปี (หรือใกล้เคียง) ซึ่งจะเห็นได้ว่า อัตราดอกเบี้ยถูกกว่ากันมาก
กว่าครึ่ง ก่อนที่เราจะขอสินเชื่อเพื่อนําเงินไปซื้ออะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน
รถยนต์ หรืออะไรก็ตาม ผมอยากให้ท่านผู้อ่านพึงระลึกถึง 3 ข้อนี้เสมอ
(1) ของที่จะซื้อนั้นจําเป็นหรือไม่
(2) คุณมีวินัยทางการเงิน สามารถบังคับใจตัวเองให้ผ่อนเงินทุกๆ เดือนได้หรือไม่ และ
(3) คุณมีความสามารถที่จะผ่อนชําระได้จนหมดหรือไม่

ถ้าคุณคิดว่าคุณจะทําข้อใดข้อหนึ่ง ใน 3 ข้อ (หรือทั้งหมด) ที่ผมกล่าวมาไม่ได้แล้วละก็ คุณก็ไม่ควรจะขอสินเชื่อนั้น
ตั้งแต่ทีแรก เพราะมันจะสร้างปัญหาให้คุณภายหลัง บางคนขอสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อเอาเงินไปเที่ยวต่างประเทศ หรือซื้อ
iPad รุ่นใหม่ทั้งๆ ที่ของเก่าก็ยังใช้ได้ ผมคิดว่าของพวกนี้อาจไม่ถึงกับจําเป็น แต่ถ้าคุณทํางานที่ต้องเดินทางบ่อยๆ สินเชื่อ
รถยนต์อาจจะเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับคุณมากกว่า นี่จึงเป็นเรื่องที่คุณควรชั่งน้ําหนักความจําเป็น และประโยชน์ในการใช้งานที่
คุ้มค่าด้วยการมีวินัยทางการเงินนั้นเป็นสิ่งดีทั้งนี้ก็เพราะว่าประวัติการชําระเงินที่ดี จะทําให้เราสามารถขอสินเชื่อในครั้งต่อๆ ไป
ได้ง่ายขึ้น นี่จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักและรักษาไว้ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อใครหรืออะไร เพื่อตัวเราเองทั้งสิ้น

Be the first to comment on "สินเชื่อบ้าน"

Leave a comment

Your email address will not be published.


*