สินเชื่อส่วนบุคคล

สินเชื่อส่วนบุคคล

สินเชื่อส่วนบุคคลและความรู้ด้านกฏหมาย

สินเชื่อส่วนบุคคลในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติว่าห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี
แล้วทำไมดอกเบี้ยที่ประชาชนถูกเรียกเก็บจากสถาบันการเงินต่าง ๆ จึงสูงกว่า…

อย่างบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์มีการอนุญาตให้เรียกเก็บได้ที่ร้อยละ 18 ต่อปี สินเชื่อส่วนบุคคลมีการเรียกเก็บร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 60 บางแห่งที่ปรากฏเป็นข่าวมีการเรียกเก็บสูงถึงร้อยละ 80 ก็มีคำตอบในเรื่องนี้มีอยู่ว่า

สำหรับในกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้นสามารถเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปีได้เนื่องจาก มีการอ้างถึงความจำเป็นในสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่เปลี่ยนไปและความอยู่รอดทางธุรกิจของสถาบันการเงินต่าง ๆ รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายที่ชื่อ “พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523” ขึ้นมา และมีการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 (พ.ศ.2524) และฉบับที่ 3 (พ.ศ.2535) ซึ่งทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกเว้นการบังคับใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 654 และอนุญาตให้สถาบันการเงินเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปีได้ โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังเป็นผู้ประกาศอัตราดอกเบี้ยตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย
สถาบันการเงินหมายถึงอะไร
(1) ธนาคารแห่งประเทศไทย
(2) ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
(3) บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์ และ
(4) สถาบันการเงินอื่นที่รัฐมนตรีกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคาร แห่งประเทศไทย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ที่มา : จากคำนิยามของ พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523

แต่สำหรับธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นบริษัทต่าง ๆ นั้น ต้องขอตอบว่า ไม่สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีได้ เพราะธุรกิจประเภทนี้ไม่จัดเป็นสถาบันการเงินตาม พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ดังนั้น จึงต้องไปยึดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ให้เรียกเก็บดอกเบี้ยได้เพียงไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น การเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีโทษทางอาญา ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้ง ๆ ที่มีการกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน แต่การแก้ไขปัญหานี้ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายเหมือนดั่งเช่นที่ได้เอาจริงเอาจังกับบรรดาเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา นับเป็นการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่รัฐบาลทำคือการออกกฎหมายเพื่อรองรับธุรกิจสินเชื่อประเภทนี้โดยเฉพาะ โดยในช่วงเดือนมิถุนายน 2548 กระทรวงการคลังได้อาศัยอำนาจตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 ม.ค.2515 ที่ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ออกประกาศกำหนดให้ธุรกิจสินเชื่อที่มีลักษณะกิจการคล้ายธนาคาร(Nonbank) เหล่านี้ให้เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตและให้อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความผาสุกแห่งสาธารณชนก็ไม่ได้เกิดขึ้นตามเจตนาของกฎหมายดังกล่าว เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศตามมาเพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยรวมกับค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมของสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี โดยแบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ที่เหลืออีกร้อยละ 13 คือค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียม ให้มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ก.ค.2548

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 28 นี้แม้จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ประชาชนถูกเรียกเก็บอยู่จากบริษัทสินเชื่อบางแห่ง แต่ก็ยังสูงเกือบ 2 เท่าตัวของอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 15 และที่สำคัญไม่มีผู้มีอำนาจหน้าที่ใด ๆ พูดถึงการเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยที่ผิดกฎหมายก่อนหน้านั้นแต่อย่างใด

และถึงแม้จะมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยออกมาแล้วจากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่กลับไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติใด ๆ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขยายระยะเวลาการเรียกเก็บดอกเบี้ยที่ร้อยละ 28 ออกไป เนื่องจากบริษัทสินเชื่อต่าง ๆ อ้างว่ามีปัญหาทางด้านเอกสารและการตรวจสอบข้อมูลของลูกหนี้ไม่สามารถปรับลดดอกเบี้ยลงมาได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังคงถูกกอบโกยขูดรีดอย่างเป็นเอาตายเหมือนเดิม

จนเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2548 ลูกหนี้กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าถูกบริษัทสินเชื่อเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด เป็นข่าวโด่งดัง โดยบางรายแจ้งว่าโดนอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บสูงถึงร้อยละ 50-60 ต่อปี ทำให้เงินค่างวดที่ส่งไปแทบไม่ทำให้เงินต้นลดลงเลย
คิดดอกเบี้ยพ่วงค่าธรรมเนียม ทำได้หรือไม่
ในเดือนธันวาคม 2548 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และกลุ่มประชาชนผู้เสียหายได้ท้วงติงไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยบวก ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้สูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปีนั้นไม่สามารถทำได้

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะอ้างถึงประกาศกระทรวงการคลังที่ไปอ้างถึงประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ในการออกประกาศให้ธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารอยู่ในการควบคุมและกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 28 ต่อปีนี้ออกมา แต่ประชาชนก็ไม่ได้รับความผาสุกจากประกาศเหล่านี้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากใช้กลวิธีแยกค่าธรรมเนียมออกจากอัตราดอกเบี้ยจนทำให้ผู้ประกอบการเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าร้อยละ 15 เกือบเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม มีกรณีศึกษาจากคำพิพากษาของศาลที่น่าสนใจในเรื่องความหมายของดอกเบี้ยกับค่าธรรมเนียม ที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งคนเป็นหนี้ คนเป็นเจ้าหนี้ รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายไม่อาจมองข้ามได้

เมื่อปี 2547 ได้มีคำพิพากษาของศาลแขวงแห่งหนึ่งที่มีการพิจารณาถึงความหมายของดอกเบี้ยและมีการพิจารณาพิพากษาให้การเก็บดอกเบี้ยบวกกับค่าธรรมเนียมจนเกินกว่าร้อยละ 15 ให้ถือเป็นโมฆะ โดยศาลเห็นว่าตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า “ดอกเบี้ย” ว่า เป็นค่าตอบแทนที่บุคคลหนึ่งต้องใช้ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เพื่อการที่ได้ใช้เงินของบุคคลนั้น หรือเพื่อทดแทนการไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง

ในคำพิพากษาได้ระบุรายละเอียดไว้ว่า เมื่อจำเลยกู้เงินโจทก์แล้วโจทก์คิดค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้ในอัตราร้อยละ 5 ของวงเงินกู้ และยังคิดค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินในอัตราร้อยละ 1.9 ต่อเดือน ค่าธรรมเนียมทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นค่าตอบแทนมีลักษณะทำนองเดียวกับดอกเบี้ย และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่โจทก์คิดในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของยอดเงินกู้ คิดเฉพาะเดือนแรก จะมีอัตราเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ดังนั้น ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์มีสิทธิเรียกได้เฉพาะต้นเงินคืนจากจำเลยเท่านั้น แต่เนื่องจากหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

คดีที่นอนแบงก์ฟ้องลูกหนี้เข้ามาศาลพบว่านอกจากโจทก์คิดดอกเบี้ยกับลูกหนี้แล้วยังมีการคิดค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้เป็นรายเดือน ทำให้แต่ละเดือนลูกหนี้เสียดอกเบี้ยเกิน 28% ศาลเห็นว่าค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินดังกล่าวโจทก์คิดคำนวณจากต้นเงินในอัตราคงที่ทุกเดือนตามระยะเวลาที่กู้ยืม ย่อมถือเป็นดอกผลของต้นเงินกู้จึงมีลักษณะเป็นดอกเบี้ยที่นอนแบงก์เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น ฉะนั้นคดีไหนที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด คิดดอกเบี้ยบวกค่าธรรมเนียมเข้าไปจนสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลจะตัดสินให้ได้รับชำระหนี้เฉพาะต้นเงินกับดอกเบี้ยผิดนัด 7.5% เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เรียกมาศาลไม่ให้เพราะไม่ถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับได้ตั้งแต่แรก

Be the first to comment on "สินเชื่อส่วนบุคคล"

Leave a comment

Your email address will not be published.


*